กลิ่นกาแฟหอมๆที่ฉันชงทิ้งไว้ที่โต๊ะตัวนั้นลอยมายั่วเย้า แต่ก็ไม่อาจทำลายสมาธิการพิมพ์เอกสารอยู่กับหน้าจอมอนิเตอร์ของฉันลงได้ เสียงระรัวของคีย์บอร์ดดังสม่ำเสมอเรียบเรื่อยอยู่อย่างนั้น....
ผ่านนานไปเท่าไหร่ไม่รู้ จนฉันเริ่มปวดเมื่อยต้นคอจึงเงยหน้าขึ้นเหยียดแขนบิดตัวไปมา มองนาฬิกาจึงได้รู้ว่าล่วงเลยมาจนตีสองสิบสี่นาทีแล้ว ฉันเหลียวไปหากาแฟที่ชงทิ้งไว้จนเย็นชืด ลุกขึ้นไปหยิบแก้วใบนั้นขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด...หากนี่เป็นสิ่งที่ดื่มแล้วทำให้มึนเมาสักนิด ความว้าวุ่นที่ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดตอนนี้นั้นคงลดน้อยลงบ้าง
ฉันทอดถอนลมหายใจ ระบายมันออกไปเชื่องช้า....แต่เนิบยาว ราวกับอยากจะให้ความกลัดกลุ้มข้างในที่มีอยู่ระเหยตามออกมาด้วย...ฉันนี่มันช่างอ่อนแอเสียจริง
"นี่...โอเครึเปล่าคะ"
เสียงเพราะพริ้งหวานไหวยังดังก้องติดหู เธอถามเพราะอยากรู้จริงๆอย่างนั้นหรือ......
เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเย็นยังคงกรุ่นอยู่ในความรู้สึก เพียงได้พบกับเธออีกครั้ง...ความอ่อนแอที่เก็บซ่อนไว้อย่างดีก็ถูกรื้อค้นออกมาเสียกระจุยกระจาย...........
...............................
"นี่ป๊า อยู่ไหนแล้วคะ" เสียงตามสายถามขึ้นอย่างร้อนรน
"อ๋อ อยู่ข้างนอกนี่เอง ม้าล่ะอยู่ไหน" ฉันตอบกลับ หัวใจแสนแช่มชื่น อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าคนที่ทำได้เพียงนึกถึงกันก็จะมายืนให้เห็นตัวเป็นๆ ได้คุย ได้สบตากัน
สรรพนามที่เรียกกันจนคุ้นเมื่อยาม ‘เคยรัก' ยังคงไว้ เพราะเธอไม่อยากทำร้ายความรู้สึกกันมากเกินไป อย่างไร...ก็เคยรักกัน..
วันนี้....เป็นวันที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง หญิงสาวคนที่เป็นเพื่อนคนสำคัญที่สุดของฉัน
ฉันวางสาย ออกก้าวเดินไปหาเธอที่รออยู่ ในใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เวลาที่ใช้แต่ละย่างก้างจึงดูเนิ่นนานไม่ทันใจเอาเสียเลย และแล้ว...ผู้หญิงในชุดเสื้อกระโปรงสีขาวมีระบายลูกไม้น่ารักก็โบกมือทักทายฉันให้เห็นแต่ไกลจากร้านค้าตรงหัวมุมนั้น
..................................
"นี่ป๊า อยากไปด้วยรึเปล่า" เธอถามความเห็นฉัน....
กว่าจะขับรถมาถึงรีสอร์ทนี้ก็เย็นมากแล้ว บ้านพักหลังงามต่างพร้อมใจกันเปิดไฟสีแดงนวลดูเย็นตา ภายนอกรถที่เรานั่งอยู่จึงดูสว่างไสวงดงามในยามค่ำคืนเช่นนี้ เสียงร้องคาราโอเกะจากห้องจัดเลี้ยงดังแว่วมาตามลม ฉันเหม่อออกมองออกไปนอกกระจกรถตามทิศทางนั้นอย่างใช้ความคิด...
"ยังไงก็ได้ แต่ม้าล่ะสะดวกใจรึเปล่า" ฉันถามเธอกลับ
ไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัว ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันภัยชื่อดังที่อยู่ในงานเลี้ยงนั้น ผู้เป็นพ่อของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉัน เขาและฉันต่างก็รู้จักกันมานาน แม้ตอนนี้....จะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันไม่ใช่คนรักของลูกสาวเขาอีกต่อไป แต่สำหรับฉันยังคงให้ความเคารพเขาคนนั้นอยู่เสมอ
"งั้น....ป๊ารอที่รถล่ะกันนะ" เธอตัดสินใจให้ฉัน แล้วหอบข้าวของที่ซื้อมาฝากผู้เป็นพ่อเดินลงจากรถไป
ฉัน...คงได้แต่อยู่ในเงา เป็นคนที่ห่วงใยอย่างเงียบๆ มาเป็นอยู่เพื่อนยามที่เธอต้องการ ให้คำปรึกษายามที่เธอท้อแท้มีปัญหา เป็นเพื่อนแสนดีที่รักเธอมากมาย เธอจะรู้บ้างไหม สิ่งที่ฉันทำอยู่นี้มันไม่ง่ายเลยสักนิด
...ผ่านไปไม่นาน เธอเดินยิ้มแป้นกลับมา การได้มาพบพ่อที่นานๆจะว่างแวะมาเจอกันเสียทีทำให้เธอดูแช่มชื่นใจยิ่งนัก ราวกับความสุขในใจเธอส่งมาถึงฉันด้วย เพียงเห็นรอยยิ้มของเธอฉันก็ยิ้มตอบ........
"..นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน... เพราะเธอ ..."
เสียงเพลงโปรดที่ฉันชอบฟังดังมาจากเครื่องเล่นซีดีของเธอ ทันทีที่ได้ฟังฉันก็เผลอปากบอกเธอไปว่านี่โปรดของฉัน ไม่ได้ตั้งใจเลยจะทำให้เธอคิดมาก...แต่ดูเหมือนเธอจะคิดไปแล้ว จึงพยายามหาเรื่องขึ้นมาคุยเฉไฉเพราะไม่อยากรับรู้ใจความในเพลง รึฉันคิดมากไปเอง ที่จริง..เธออาจแค่อยากคุยกับฉันจริงๆ..
.........................
เธอมาส่งฉันที่เดิม แล้วยื่นถุงขนมและถุงข้าวโพดต้มหลายฝักมาให้ฉันบอกว่าเป็นของฝาก สิ่งเล็กน้อยที่เธอหยิบยื่นมาทำให้ใจฉันที่แห้งแล้งลงไปเมื่อครู่สดชื่นขึ้นอีกครา ฉันยิ้มกว้างทีเดียว
เธอขับรถจากฉันไปพร้อมกับรอยยิ้มหวานตรึงใจที่ฉันแสนเฝ้าคิดถึง วันนี้ใจฉันเป็นสุขเหลือเกิน ฉันเดินลอยๆกลับไปที่มอเตอร์ไซด์คู่ใจคันเก่าแก่ แล้วขับมันกลับไปทำงานที่คั่งค้างเอาไว้ให้เสร็จทันพรุ่งนี้...
....พิมพ์ไปได้ไม่เท่าไหร่ฉันก็เหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง หนึ่งทุ่มสี่สิบนาที ป่านนี้เธอคงถึงที่พักแล้ว ฉันคิด ล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรออก เสียงเพลงรอสายดังอยู่นานเธอก็ไม่รับสาย ฉันจึงกดวาง ป่านนี้เธอคงอยู่กับ ‘คนรัก' สินะ คิดแล้วห่อเหี่ยวใจเหลือเกิน...
เสียงเรียกเข้าแบบมาตรฐานดังขึ้น ฉันยกขึ้นดูแล้วรีบกดรับทันที ... เธอโทรกลับมา
"ถึงบ้านแล้วหรือคะ" ฉันถามอย่างห่วงใย ทั้งที่รู้ว่าที่นั่นมีคนคอยดูแลเธออยู่แล้ว
"ค่ะถึงแล้ว ป๊าละคะ" เธอถามฉันกลับบ้าง แต่ก็คงเป็นเพียงคำถามตามมารยาท เพราะเธอไม่เคยคุยกับฉันเกินหนึ่งนาทีเลยสักครั้งตั้งแต่ห่างกันไป
"ค่ะถึงแล้วเหมือนกัน งั้น...แค่นี่นะคะ" ไม่อยากรบกวนเวลาอันมีค่าของเธอสักนิด ฉันรู้ดีตอนนี้เธออยู่กับใคร
"นี่ป๊า ...โอเคนะคะ" เธอคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ช่างบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกอย่างร้ายกาจ ฉันโอเคไหม นี่ฉันสบายดีใช่ไหม ฉันเองก็ไม่รู้ ความรู้สึกเมื่อได้ยินมันมึนตื้อไปหมด ...แต่ฉันก็ตอบกลับไปในที่สุด
".......ค่ะ.. ป๊าโอเค ไปพักเถอะค่ะ" ฉันบอกเสียงเรียบ แต่ในใจราวกลับถูกเข็มทิ่มแทงให้เจ็บแปลบขึ้นมา
"ค่ะ ป๊าก็เหมือนกันนะ" เธอว่าแล้วตัดสายไป
ฉันยังคงถือโทรศัพท์ฟังเสียงสัญญาณที่ขาดหายค้างอยู่ น้ำใสๆไหลออกมาจากตาของฉัน
ไม่รู้สิ การจะลืมใครสักคนที่เป็นที่รักไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฉัน และสิ่งที่ยากที่สุดคือการต่อสู้กับความรู้สึกในใจของตนเอง คิดถึง...เป็นห่วง...อยากเจอหน้า ทำเอาฉันแทบบ้าในปีแรก จวบจนเข้าปีที่สอง....คิดว่าใจแข็งแรงดีจึงกล้ากลับไปเจอ แต่แล้ว...ทุกๆครั้ง...ความพยายามที่ผ่านมาก็ต้องพังทลายครืนลงอย่างหมดท่า....
ภายใต้ท่าทีที่เฉยๆสบายๆ ยิ้มแย้ม หัวเราะกันเหมือนเคย เธอจะรู้บ้างไหม...ข้างในนั้น...ใจฉันท่วมไปด้วยน้ำตา ฉันไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เธอคิดหรอกนะ...
เวลาเพียงสองปี ไม่อาจลบเลือนความทรงจำมากมายที่พันผูกหัวใจฉันไว้ได้เลย ฉันอยากก้าวเดิน แต่เยื่อใยที่มียังคงดึงรั้งไว้อย่างแน่นหนา ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง.....ทุกครั้งที่เราพบกันอย่างนี้
"นี่...โอเครึเปล่าคะ"
แล้วเธอจะทำอย่างไรเล่า.....ถ้าฉันบอกความจริงกับเธอไป...ว่าใจฉันมันไม่โอเค
edit @ 10 Nov 2008 03:25:50 by ミ★Kaemi ミ★